เปลี่ยนชื่อ อปท

เปลี่ยนชื่ออปท.เป็น‘องค์กรบริหารท้องถิ่น’

เปลี่ยนชื่ออปท.เป็น‘องค์กรบริหารท้องถิ่น’ กมธ.ยกร่างรธน.หวังยึดหลักปกครอง‘ปชช.’เปิดช่อง‘เอกชน- ชุมชน’บริการสาธารณะแทนได้

              5ก.พ.2558 พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาหมวด 7 การกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น โดยได้เปลี่ยนถ้อยคำ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เดิมในรัฐธรรมนูญ 50 มาใช้คำว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่น” ให้สอดคล้องกับการบริหารงานตามความเป็นจริง ที่ต้องมีรูปแบบการบริหารที่หลากหลายเหมาะสมตามภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ เพราะในความเป็นจริงการดูแลส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่การปกครองแต่เป็นการบริหาร ไม่มีนัยยะสำคัญเป็นพิเศษ เพียงแค่ต้องการจะสื่อความหมายให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ทำหน้าที่ผู้บริหารท้องถิ่นเข้าใจผิด และใช้อำนาจในไปทางการปกครองประชาชน ขณะเดียวกันก็จะทำให้การดำเนินการของผู้บริหารท้องถิ่นในอนาคต มีความใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น

              พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ดังนั้นในมาตรา 1 ของหมวดนี้จึงมีการกำหนดให้รัฐ ต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรบริหารท้องถิ่น ตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น โดยให้มีรูปแบบองค์กรบริหารท้องถิ่นที่หลากหลาย เหมาะสมกับการบริหารจัดการตามภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ รวมทั้งต้องกระจายอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ และต้องส่งเสริมให้องค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะตลอดจนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

              นอกจากนี้ยังการมีกำหนดให้การจัดทำบริการสาธารณะใดที่ชุมชน หรือบุคคล สามารถดำเนินการได้โดยมีมาตรฐาน คุณภาพ และประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า องค์กรบริหารท้องถิ่น รัฐ หรือองค์กรบริหารท้องถิ่น ต้องกระจายภารกิจดังกล่าวให้ชุมชน หรือบุคคลดังกล่าว ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสมทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งบทบัญญัตินี้จะทำให้ภาคเอกชน ชุมชน สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐ หรือองค์กรบริหารท้องถิ่นได้ในภารกิจบางอย่างเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นนั้น ๆ โดยการพิจาณาในหมวดดังกล่าวยังเหลืออีก 5 มาตรา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 5 ก.พ.) จากนั้นในวันที่ 9 ก.พ. ที่ประชุมจะเริ่มเข้าการพิจารณารายมาตรา ในภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 1 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม

              พล.อ.เลิศรัตน์ เปิดเผยว่า วันที่ 16 ก.พ.นี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการจัดสัมมนา เรื่อง “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง “ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ อาคารัฐสภา 2 ตั้งแต่เวลา 09.00-13.00 น. โดยจะมีการเชิญ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะอนุกรรมาธิการประสานเพื่อรับความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสปช.และองค์กรอื่น , สถาบันพระปกเกล้า , ตัวแทนจากพรรคเมือง , กลุ่มการเมือง , สื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมือง และสถาบันการเมือง โดยหวังว่าการจัดสัมมนาดังกล่าวจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและถือเป็นการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการที่จะมีการยกร่างเรื่องสถาบันการเมืองในช่วงต้นเดือนมี.ค.ด้วย

              ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าจะได้รับการตอบรับจากพรรคการเมืองหรือไม่ โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า พรรคการเมืองมีทั้งสิ้น 73 พรรค ครั้งที่แล้วกรรมาธิการมีหนังสือไปขอรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีหลายพรรคที่อยากจะเข้ามาพบกับกรรมาธิการ ซึ่งในครั้งนี้พรรคการเมืองใด หรือกลุ่มการเมืองใด จะใช้โอกาสนี้มาหรือไม่มาแสดงความคิดเห็น ก็เป็นสิทธิ แต่ในวันพรุ่งนี้ ( 6 ก.พ.) คณะกรรมาธิการฯจะออกหนังสือเชิญไปยังทุกพรรคการเมือง และคิดว่าทุกพรรคการเมืองจะให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถือเป็นการช่วยกันทำให้ระบบการเมืองดีขึ้นเพราะแม้ก่อนหน้านี้ทางกรรมาธิการจะวางแนวทางในการยกร่างไว้แล้ว แต่ถ้ามีความคิดเห็นที่ดีก็พร้อมที่จะรับฟังอยู่แล้ว

เปิดช่องอนาคตยุบรวมอบต.ในท้องที่

               ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมูญ ช่วงบ่าย ได้เข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในมาตรา (2/7/-)2 ว่าด้วยการวางอำนาจและหลักประกันของการกระจายอำนาจ ซึ่งอนุกมธ.ฯ ได้นำความของมาตรา 283, มาตรา 289 และมาตรา 290 ในรัฐธรรมนูญมาพิจารณาและปรับบทบัญญัติใหม่ ทั้งนี้ในวรรคแรกมีบทบัญญัติว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งหรือความเห็นชอบของประชาชนโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ได้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอให้เพิ่มถ้อยคำที่เป็นหลักประกันของการมีสัดส่วนของเพศหญิงในสภาท้องถิ่น จำนวน 1 ใน 3 ของของสภาท้องถิ่นไว้ในช่วงท้ายของวรรค ทำให้ที่ประชุมได้มีข้อถกเถียงว่าการกำหนดสัดส่วนของสตรีดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดรายละเอียดของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นดังกล่าวทำได้ยาก เพราะในพื้นที่ต่างๆ มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น การสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น , คุณภาพและความสามารถของบุคคลที่ลงสมัครเลือกตั้ง รวมถึงคุณธรรมของผู้ที่ลงสมัครด้วย ดังนั้นการจะบังคับให้ประชาชนเลือกบุคคลที่เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญอาจทำให้มีปัญหาได้ ทั้งนี้มีผู้เสนอให้แยกบัญชีของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นชายและหญิง แต่ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องคะแนนเลือกตั้งที่ต้องมีการคำนวณเพื่อความสมดุลและเสมอภาคเท่าเทียม ทำให้ที่ประชุมได้นำประเด็นดังกล่าวรอการพิจารณาไว้ก่อน
  
               ขณะที่วรรคอื่น ๆ ของมาตราดังกล่าวได้ยกมาพิจารณาและผ่านการพิจารณาโดยมีการปรับถ้อยคำเพียงเล็กน้อยจากร่างมาตราเดิมที่อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัตินำเสนอ โดยมีสาระสำคัญ คือ วรรคสอง ระบุว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ย่อมมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยอย่างน้อยต้องมีอำนาจหน้าที่ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน การศึกษาอบรม และการส่งเสริมศิลปวัฒธรรมของท้องถิ่น” ขณะที่วรรคสาม ระบุว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องบริหารงานให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และมีความอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล และการคลัง โดยต้องคำนึงถึงดุลยภาพระหว่างความเป็นอิสระและการมีมาตรฐาน ความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัด ภาค และประเทศเป็นส่วนรวม”
  
               ส่วนวรรคสี่ ระบุว่า“องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีขนาดและศักยภาพที่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถจัดทำบริการสาธารณะได้ในรูปแบบที่หลากหลาย สามารถสร้างความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ และการบริการประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
  
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับสาระสำคัญของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว มีประเด็นที่เพิ่มเติมคือ การกำหนดให้องค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อเป็นการกำกับให้การบริหารท้องถิ่นต้องเป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล และกำหนดให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงไปสู่ท้องถิ่น และให้สิทธิองค์กรบริการท้องถิ่นมีอิสระในการทำนโยบายเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเงื่อนไขคือ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน นอกจากนั้นแล้วยังได้กำหนดขนาดขององค์กรบริหารท้องถิ่นที่เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีศักยภาพและเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ การบริหารงานท้องถิ่นที่เดิมจะมี องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อยู่ทุกตำบล โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพและขนาดพื้นที่ ดังนั้นในอนาคตอาจพิจารณารวม อบต. ในพื้นที่เพื่อให้มีขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนประชากร และศักยภาพของการพัฒนาพื้นที่ที่เมีวัฒนธรรมและถิ่นฐานใกล้เคียงกัน
 

ฟังวิทยุออนไลน์

Blogger news

ตรวจผลฉลากกินแบ่งรัฐบาล

Most Reading